กรุงศรีแนะธุรกิจไทยปรับตัวรับมือโลกใหม่

เศรษฐกิจ (ในประเทศ - ต่างประเทศ)

แบงก์กรุงศรี แนะภาคธุรกิจปรับตัวรับ 5 เทรนด์โลกใหม่ หลังโควิด-19 เตรียมใช้ CBDCเปิดบัญชีอีวอลเล็ต ส่งบริการ “ SME Debt Crowdfunding” เอื้อนักลงทุนปล่อยกู้เอสเอ็มอี

นายเซอิจิโระ อาคิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวภายในสัมมนาออนไลน์ Krungsri Business Forum 2022: What’s Next for Thailand? ในหัวข้อ “The NEXT Move on ASEAN Connectivity” โดยระบุว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก ขณะเดียวกันทำให้เกิดหลายเทรนด์ในโลกธุรกิจที่เติบโตเร็วขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการค้าการลงทุนระดับภูมิภาค มีการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดของดิจิทัล รวมถึงแนวทางดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นความท้าทายซึ่งภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวและตามให้ทัน

สำหรับภาคธนาคารซึ่งมีพันธกิจในการเป็นสถาบันการเงินไทยที่เป็นที่หนึ่งในใจลูกค้า เชื่อมโยงลูกค้าทั่วภูมิภาคอาเซียน จากเครือข่ายกว่า 50ประเทศภายใต้ MUFG สามารถทำงานร่วมกับธนาคารพันธมิตรเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง และส่งให้กรุงศรีมีเครือข่ายธนาคารพันธมิตรครอบคลุมบริการมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังเดินหน้าลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเงินเพื่อการทำธุรกรรมข้ามประเทศด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี Block chain และ API เพิ่มความง่าย และรวดเร็ว นอกจากยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้บริการแล้ว ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการเงินการธนาคารในอาเซียน และกรุงศรีมีความพร้อมในการช่วยผลักดันธุรกิจของลูกค้าเติบโตได้ในอนาคต

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงศรีมีส่วนแบ่งทางการตลาด 29%ด้านส่งเสริมธุรกิจเพื่อความยั่งยืนซึ่งเป็นอีกความแข็งแกร่งโดยยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อตอบโจทย์ด้าน ESG อย่างต่อเนื่องทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคอาเซียน โดยมีการคาดการณ์ภูมิภาคอาเซียนจะมีอัตราเติบโตเป็นอันดัน 3 รองจากอินเดียและจีน มีประชากรมากกว่า 660 ล้านคน มูลค่าการบริโภคสูงกว่า 70% ภายในปี 2573 และมีเม็ดเงนไหลเข้ากองทุนทางด้าน ESG มากกว่า 6.49 แสนล้านดอลลาร์

กรุงศรีแนะธุรกิจไทยปรับตัวรับมือโลกใหม่

นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวบรรยายในหัวข้อ “The NEXT Wave of FinTech” ว่า คำว่า Digital Disruption เข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกอย่างทั้งเรื่องงาน การเงิน และชีวิตประจำวัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีทั้งโอกาสและอุปสรรค โดยมี 5เทรนด์ของเทคโนที่จะส่งผลกระทบธุรกิจการเงินได้แก่

1.เทคโนโลยีพิสูจน์ยืนยันตัวตน (Biometrics) ที่ธนาคารนำมาใช้ยืนยันตัวตนการเปิดบัญชี Face Recognizeโดยใช้.ใบหน้า เสียง ตา หรือทำธุรกรรมอื่น

2.ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่นำมาช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า หรือ AIML นำมาพัฒนาในการช่วยเรื่องการเติมเงินสดเข้าเครื่องเอทีเอ็มแต่ละจุดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะจากเดิมหากมีการเติมเงินสดเยอะเกินไปก็เป็นต้นทุนให้ธนาคาร แต่ถ้าเติมเงินน้อยเกินไปลูกค้าอาจจะไม่พอใจได้

3.Open API ที่มีการเชื่อมโยงต่อพันธมิตร (Partnership) และทำให้การทำธุรกรรมง่ายและสะดวกมากขึ้น

4.Blockchain เทคโนโลยีการเก็บข้อมูลก่อให้เกิดเทคโนโลยีอีกมากมาย เช่น คริปโตเคอร์เรนซี สำหรับกรุงศรีโอนเงินข้ามประเทศโดยใช้บลอคเชน แต่เรากำลังจะออกICO , NFT คริปโตในอนาคต

5.Virtual หรือ Metaverse หรือโลกเสมือนจริงที่ถูกสร้างขึ้นมา สามารถนำไปใช้ในหลายธุรกิจ

สำหรับ โลกแห่งความเป็นจริง 3โครงการหลัก ได้แก่ 1.SME Debt Crowdfunding เป็นการนำผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมาเจอกับนักลงทุน โดย แต่ระบบนี้จะช่วยให้เอสเอ็มอีมาเจอกันนักลงทุนโดยตรง เพื่อให้เอสเอ็มอีมีทางเลือกในการระดมทุน ไม่จำเป็นต้องใช้เฉพาะสินเชื่อจากธนาคาร และนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนตามความเสี่ยง และช่วยกระจายพอร์ตการลงทุน โดยบริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีฯ จะออก SME Debt Crowdfunding เป็นตัวแรก โดยที่ธนาคารกรุงศรีฯ จะเข้าไปช่วยค้ำประกัน

2.CBDC หรือ Retail Central Bank Digital Currency ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ที่ถูกพัฒนาโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งภายในปีนี้จะมีการทดลองนำออกมาใช้จำนวน 1 หมื่นยูสเคส และมีการประเมินผลก่อนจะขยายผลในวงกว้าง โดยสินทรัพย์ดิจิทัลแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.CBDC ที่พัฒนาและออกโดยธนาคารกลางของประเทศต่างๆ และ 2.Private Coin ซึ่งจะมี 2 แบบ ได้แก่ 1.Blank Coin ที่ไม่มีสินทรัพย์หนุนหลัง มีความผันผวนสูง เช่น bitcoin และ 2.Stable Coin มีสินทรัพย์หนุนหลัง โดย CBDC เป็นประเภท Stable Coin ที่มีอัตรา 1 เหรียญ ต่อ 1 บาท

ในส่วนของ CBDC นี้ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาเตรียมจะนำตัว CBDC มาใช้ในการเปิดบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) ซึ่งสามารถทำธุรกรรมโอนเงินและชำระเงินบน Mobile Banking มีฟีเจอร์แตกต่างจากการโอนและชำระเงินผ่านโมบายแบงกิ้งทั่วไป เช่น การโอนเงิน CBDC ไปยังผู้รับได้ แต่ผู้รับไม่สามารถเปลี่ยนเป็นงินบาทหรือโอนไปให้ผู้อื่น ถ้ายังไม่มีการทำข้อตกลงไว้ ซึ่งในอนาคตสามารถ Apply ไปหลายประเภทธุรกิจได้ และ

3.Smart finance & Payment Infrastructure for Business ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ กระทรวงการคลัง ธปท.และธนาคาร เป็นการปฏิรูปการชำระเงินภาคธุรกิจไปสู่ดิจิทัล ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ 1.การค้าและการชำระเงิน ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ทั้งการออก Invoice ,Credit Note หรือการชำระบิลต่างๆ จะถูกบันทึกในรูปแบบดิจิทัล และ 2.Digital Supply finance เป็นการนำข้อมูลของคู่ค้าไปอยู่บนดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กที่ไม่มีหลักประกันและต้องการสภาพคล่องมาอยู่บนแพลตฟอร์ม เพื่อให้เข้าถึงสินเชื่อได้ดีขึ้น

“เทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมการทำธุรกิจ จากนี้ไปการทำธุรกิจต้องมีพันธมิตรแข็งแกร่ง กรุงศรีเราลงทุนเทคโนฯใหม่เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ลูกค้าของเราร่วมกันสร้างโอกาสทางธุรกิจและมาร่วมกันเติบโตทางธุรกิจ ผมเชื่อว่าการร่วมมือกันเติบโตจะช่วยเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน”

กรุงศรีแนะธุรกิจไทยปรับตัวรับมือโลกใหม่

ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัย บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยากล่าวในหัวข้อ “Thailand Tomorrow: Finding NEXT Opportunities” โดยระบุว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญ The great reset หลังจากวิกฤต ซึ่งจะมีธุรกิจที่เกิดและดับ หากดูข้อมูลประวัติบริษัทชั้นนำจะเห็นวัฏจักรการเกิดและดับมีอายุเฉลี่ยสั้นลงเหลือเพียง 15-20ปี จากเดิมอายุ 40-50 ปี ฉะนั้น วันนี้เป็นโอกาสเดียวที่เผชิญการเปลี่ยนแปลง ที่จะทำให้ไปต่อหรือดับได้

แต่ภายหลังการระบาดของโควิด-19 โลกมีการเปลี่ยนแปลงและเกิดเมกะเทรนด์ 6 ประการ ได้แก่

การเกิดขึ้นของประเทศที่มีกำลังซื้อ เช่น จีน อินเดีย อาเซียน ซึ่งมีความต้องการไม่เหมือนเดิม
การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คนมีอายุยืนมากขึ้น เกิดความต้องการสินค้าหลายGeneration
การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมทำให้กระบวนการผลิตและการบริโภคต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
โลกที่มีความไม่แน่นอน กระทบต่อการบริโภคและการผลิตเช่นเดียวกัน
เศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกมีการต่อสู้ ทำให้การค้าแตกเป็นวงๆ มากขึ้น ไม่ใช่วงใหญ่วงเดียว
Technology Disruption ที่จะมีผลต่อชีวิตคนในอนาคต
ดร.สมประวิณกล่าวเพิ่มเติมว่า จาก 6 เมกะเทรนด์เหล่านี้ จะทำให้หน้าต่างของโอกาสในการเข้าสู่ธุรกิจใหม่ในอนาคตมีเหลือน้อยเต็มที่ ดังนั้น กลยุทธ์ในการรีเซ็ตเพื่อเข้าสู่ธุรกิจใหม่ในการเติบโตหลังโควิด-19 จะมีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ

1.Reimagine จากเดิมการผลิตมีวงเดียว แต่หลังจากเศรษฐกิจเกิดใหม่ ทั้งจีน อินเดีย อาเซียน ทำให้มีการสร้างวงการผลิตของตัวเอง เรียกว่า Regional value chain ทำให้การทำธุรกิจในอนาคตจะกระจายมากขึ้น

2.Reflect จากข้อมูล OECD พบว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย เทียบกับขนาดโลกจากทั้งหมด 64 ประเทศไทยอยู่ที่อันดับที่ 35 ถือว่าไม่น่าเกียจ แต่เป็นรองสิงคโปรในอาเซียน หากมองภาคการผลิตของไทยติดTOP 15 ของโลก ในแง่ของรายการผลิตมีถึง 7 อุตสาหกรรมที่ติดท็อปของโลก เช่น ยาง อาหาร แต่หลายอุตสาหกรรมที่ไทยสูญเสียความสามารถการแข่งขัน จากการเข้ามาแข่งขันบนเวทีโลกของประเทศต่างๆ มากขึ้น

“ เราประเทศไทยมีทรัพยากรที่ดี มีส่วนร่วมในการผลิตของโลก เรามีอุตสาหกรรมที่เก่งในประเทศและในภูมิภาค ทุกอุตสาหกรรมมีที่ยืนของตัวเอง แต่ปัญหาของไทยคือ เราผลิตได้แต่ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม จึงขอฝากแง่คิด สิ่งที่ทำในวันนี้ จะขยับซ้ายขยับขวาอย่างไร เพราะวันนี้เกิดคนเก่งในหลายประเทศ สิ่งที่เราเคยในอดีตไม่ได้แปลว่าจะขายได้ในอนาคต เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือยานยนต์ซึ่งตอบสนองความต้องการโลกเก่า”

3.Reset การรีเซทธุรกิจทำไม่ได้ง่าย แต่จำเป็นต้องพัฒนาองค์กร พัฒนาเครื่องมือ พัฒนาองค์ความรู้ หรือการหาพาร์ทเนอร์ที่ดีช่วยทำธุรกิจ หาตลาดใหม่ หาองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งหากหาพาร์ทเนอร์ไม่ได้ต้องพัฒนาตัวเอง

อ้างอิง
https://www.thansettakij.com/money_market